Close
title
f
title
สำนักงานทางหลวงที่ 5
วิสัยทัศน์ : "ระบบทางหลวงที่สะดวกปลอดภัย เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ"
 
ข่าวสารทางหลวง
title
รมทางหลวง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเดินทาง

กรมทางหลวง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเดินทาง นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เกิดวาตภัย และ ดินโคลนถล่ม ส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้ทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง จึงได้สั่งการให้สำนักงานทางหลวงและแขวงทางหลวง ซึ่งมีความพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องมือ และเครื่องจักร ดำเนินการตรวจสอบสภาพความเรียบร้อยของ ผิวทางต้องไม่มีหลุมบ่อ สำรวจพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ ตรวจสอบสะพาน ท่อระบายน้ำ ร่องน้ำให้อยู่ในสภาพดี พร้อมเร่งขุดลอกร่องระบายบริเวณสองข้างทาง กำจัดเศษวัชพืชมิให้กีดขวางทางระบายน้ำ จัดเตรียมเครื่องจักร ยานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องสูบน้ำ สิ่งอำนวยความปลอดภัย ป้ายจราจร หรือป้ายมือถือ (Knock Down) หลักนำทาง และไฟกระพริบ เพื่อให้แก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและอำนวยความสะดวกในการสัญจรให้กับประชาชนผู้ใช้ทางทั้งนี้ หากเกิดภัยพิบัติขึ้นหน่วยงานในพื้นที่จะเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด รวมถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งให้ศูนย์สร้างทาง ศูนย์สร้างและบูรณะสะพาน เตรียมพร้อมสนับสนุน ทุกหน่วยงานในกรณีทางขาดหรือสะพานขาด/ชำรุด โดยการเตรียมเครื่องจักรและสะพานเบลี่ย์ (สะพานโครงเหล็กชั่วคราว) ให้พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ ยังให้ทุกหน่วยงานติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ การเตือนภัย จากกรมอุตุนิยมวิทยาและ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่หากเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูฝนกรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่อย่างระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ เพื่อความปลอดภัยของท่านและผู้ร่วมใช้ทาง หากต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ได้รับความสะดวกใน การเดินทาง สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ทั่วประเทศ หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) 9 มิถุนายน 2566ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง
title
กรมทางหลวง ขยาย 4 ช่องจราจร ทล.210 สายหนองบัวลำภู-เลย ตอน อ.นาวัง-บ.วังสำราญ จ.หนองบัวลำภู ระยะทาง 19.8 กิโลเมตร แล้วเสร็จ เพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน

กรมทางหลวง ขยาย 4 ช่องจราจร ทล.210 สายหนองบัวลำภู-เลย ตอน อ.นาวัง-บ.วังสำราญ จ.หนองบัวลำภู ระยะทาง 19.8 กิโลเมตร แล้วเสร็จ เพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน   กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างทางที่ 2 ดำเนินการโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 210 สายหนองบัวลำภู - เลย ตอน อ.นาวัง-บ.วังสำราญ จ.หนองบัวลำภู ระยะทาง 19.844 กิโลเมตร เป็น 4 ช่องจราจร แล้วเสร็จ เชื่อมโครงข่ายคมนาคมขนส่งภาคอีสานตอนบน   นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ทางหลวงหมายเลข 210 สายหนองบัวลำภู-เลย ตอน อ.นาวัง-บ.วังสำราญ จ.หนองบัวลำภู เป็นทางหลวงเชื่อมการเดินทางกลุ่มจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน         เช่น จ.เลย จ.อุดรธานี ไป จ. เพชรบูรณ์ และ จ. พิษณุโลก ในช่วงระหว่าง กม.71+675 - กม.81+821 และ กม.84+350 - กม.94+048 เดิมมีขนาด 2 ช่องจราจรสวนทางกัน และมีผิวจราจรที่แคบเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ประกอบกับในพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณการจราจรเพิ่มมากขึ้นตามสภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและการขนส่งสินค้า จึงมีความจำเป็นต้องมีการก่อสร้างขยายทางหลวงช่วงดังกล่าวเพื่อรองรับการเดินทางให้มีความสะดวกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปรับปรุงและเพิ่มความแข็งแรงของชั้นโครงสร้างทางให้ดีขึ้น สำหรับโครงการฯ มีลักษณะการก่อสร้างเป็นมาตรฐานทางชั้นพิเศษขนาด ๔ ช่องจราจร (ไป-กลับ)    ช่องจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางด้านนอกกว้าง 2.50 เมตร ผิวทางคอนกรีต แบ่งทิศทางการจราจรด้วยเกาะกลางแบบยก  ก่อสร้างสะพานข้ามแยก 2 แห่ง, สะพานข้ามคลอง 4 แห่ง และสะพานลอยคนเดินข้าม 2 แห่ง รวมงานติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวง งบประมาณ 889,120,800 บาท   เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งบนโครงข่ายทางหลวงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู เชื่อมการเดินทางกลุ่มจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ตอนบนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เพิ่มศักยภาพการขนส่งอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่โครงการ การเกษตร และการท่องเที่ยว ให้เกิดความเจริญในท้องถิ่นและประเทศต่อไป  
title
คณะรัฐมนตรี ไฟเขียวเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา มอเตอร์เวย์ บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา “ศักดิ์สยาม” สั่งการด่วน ให้กรมทางหลวงเร่งรัดดำเนินการ เพื่อเปิดให้บริการแก่ประชาชนโดยเร็ว

คณะรัฐมนตรี อนุมัติวงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มเติม ในส่วนงานโยธา โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา จำนวน 12 ตอน วงเงิน 4,970 ล้านบาท นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้กรมทางหลวงเร่งรัดเดินหน้าก่อสร้างส่วนที่เหลืออย่างเต็มที่ โดยเน้นย้ำถึงคุณภาพ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะเปิดทดลองวิ่งช่วงปากช่อง ถึงปลายทางที่เลี่ยงเมืองนครราชสีมา ปลายปี 2566 นี้ และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบพร้อมเก็บเงินค่าผ่าทางในปี 2568 ตามที่กรมทางหลวงได้เริ่มดำเนินงานก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน - นครราชสีมา ในส่วนของงานโยธา มาตั้งแต่ปี 2559 โดยแบ่งงานออกเป็น 40 ตอน ปัจจุบัน ก่อสร้างแล้วเสร็จ 24 ตอน ส่วนอีก 16 ตอน ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากติดปัญหาอุปสรรคใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1) สภาพพื้นที่ในสนามที่ทำการก่อสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 2) ปรับปรุงรูปแบบทางวิศวกรรมให้สอดคล้องกับสภาพทางกายภาพของพื้นที่ในปัจจุบัน 3) ปรับรูปแบบให้เหมาะสมสอดคล้องกับโครงสร้างสาธารณูปโภค หรือความจำเป็นของหน่วยงานที่โครงการฯ ตัดผ่าน 4) ปรับรูปแบบการก่อสร้างเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ และให้สอดคล้องกับโครงข่ายถนนที่ประชาชนใช้ทางในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องแก้ไขแบบก่อสร้าง ส่งผลให้ค่างานก่อสร้างเพิ่มขึ้น ซึ่งนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ติดตามและเร่งรัดให้กรมทางหลวงแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด วันนี้ (7 ก.พ. 2566) คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติเห็นชอบเพิ่มวงเงินงบประมาณและขยายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณเพิ่มเติม โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ในส่วนของงานโยธาที่ยังไม่ได้ดำเนินการ จำนวน 12 ตอน วงเงินรวม 4,970.7107 ล้านบาท ประกอบด้วย- ตอน 1 กม. 0+000.000 - 7+332.494 วงเงิน 631.2045 ลบ.- ตอน 2 กม. 0+000.000 – 5+470.673 วงเงิน 70.3000 ลบ.- ตอน 4 กม. 9+008.350 - 15+000.000 วงเงิน 971.8108 ลบ.- ตอน 5 กม. 15+000.000 - 27+500.000 วงเงิน 69.1874 ลบ.- ตอน 18 กม. 72+328.075 – 74+300.000 วงเงิน 271.4985 ลบ.- ตอน 19 กม. 74+300.000 – 77+000.000 วงเงิน 596.7523 ลบ.- ตอน 20 กม. 77+000.000 - 82+500.000 วงเงิน 161.7828 ลบ.- ตอน 21 กม. 82+500.000 - 86+000.000 วงเงิน 1,310.1243 ลบ.- ตอน 23 กม. 102+000.000 - 110+900.000 วงเงิน 406.2323 ลบ.- ตอน 24 กม. 110+900.000 - 119+000.000 วงเงิน 26.4170 ลบ.- ตอน 34 กม. 140+040.000 – 141+810.000 วงเงิน 291.6938 ลบ.- ตอน 39 กม. 175+100.000 - 188+800.000 วงเงิน 163.7071 ลบ. โดยทำให้วงเงินค่าก่อสร้าง รวม 40 ตอน เพิ่มขึ้นจากเดิม รวมเป็นจำนวนเงิน 66,165 ล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบวงเงิน 69,970 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 สำหรับงานก่อสร้างที่ได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน วงเงินประมาณ 1,785 ล้านบาท นั้น กรมทางหลวง มีความจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดทั้งในส่วนของเนื้องาน และความรับผิดชอบของบริษัทผู้รับจ้างคู่สัญญาให้มีความละเอียดรอบคอบ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการ โดยมีรองอธิบดีฝ่ายดำเนินงาน เป็นประธาน และตัวแทนหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านวิศวกรรม ระเบียบ กฎหมาย อาทิ สภาวิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย สำนักงานอัยการสูงสุด กรมบัญชีกลาง สำนักกฏหมาย กระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กรมทางหลวงจะเร่งรัดเดินหน้าการก่อสร้างงานโยธาในส่วนที่เหลือให้สามารถเปิดทดลองให้บริการได้โดยเร็วที่สุด โดยคาดว่าจะสามารถเปิดทดลองวิ่ง ช่วงปากช่อง ถึง ทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ในช่วงปลายปี 2566 รวมถึงการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้เอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) เพื่อเร่งรัดงานติดตั้งระบบต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง M-FLOW ระบบบริหารควบคุมการจราจร โดยคาดว่าจะเริ่มทดสอบระบบ พร้อมทยอยเปิดทดลองให้บริการได้ในปี 2567 และเปิดใช้บริการเส้นทางอย่างเต็มรูปแบบในปี 2568 ต่อไป
ภาพกิจกรรม